วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556

ง้วนชี้เหตุไร้แข้งซีเกมส์เพราะข้อตกลงคุ้มครองนักเตะ


เฮดโค้ชทีมชาติชุดใหญ่เผยว่าเป็นข้อตกลงกับทีมซีเกมส์ที่จะไม่ใช่นักเตะซ้ำซ้อนเพื่อให้ผู้เล่นมีโอกาสพักและป้องกันปัญหาบาดเจ็บ มั่นใจขุนพลที่เลือกมาเหมาะสมในการบุกเยือนอิหร่าน
สุรชัย จตุรภัทรพงศ์ หัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติไทยชุดเอเชียน คัพ 2015 รอบคัดเลือกเปิดเผยว่าสาเหตุที่ไม่เรียกผู้เล่นแกนหลักจากชุดซีเกมส์ครั้งที่ 27 ที่จะแข่งขันปลายปีนี้มาร่วมทีมในการไปเยือน อิิหร่าน วันที่ 15 ต.ค. เป็นความตกลงร่วมกันที่จะไม่ให้ผู้เล่นแต่ละคนมีโปรแกรมแข่งขันมากจนเกินไป
“โค้ชง้วน"สร้างความประหลาดใจตั้งแต่การประกาศรายชื่อครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งนายใหญ่ทัพช้างศึกเมื่อเรียกผู้เล่นหน้าใหม่มาติดทีมเกือบ 10 รายจากทั้งหมด 29 คนนอกจากนี้ยังไม่มีนักเตะกำลังหลักจากชุดอายุไม่เกิน 23 ปี ที่บุกไปเอาชนะจีนในเกมอุ่นเครื่อง 5-1 อย่าง ธีราทร บุญมาทัน ,ปกเหล้า อนันต์ ,ชนาธิป สรงกระสินธุ์ รวมทั้ง ชาริล ชัปปุยส์ ลูกครึ่งไทย-สวิส อยู่ในทีม
กุนซือชัยนาทให้สัมภาษณ์กับโกล ประเทศไทย ว่า "ทีมชาติชุดใหญ่กับชุดซีเกมส์มีข้อตกลงร่วมกันที่จะใช้ผู้เล่นคนละชุดเพราะที่ผ่านมานักเตะต้องกรำศึกหนักในการรับใช้สโมสรมาตลอดทั้งปี และหากต้องเล่นให้กับทีมชาติทั้ง 2 ชุดดูจะหนักเกินไป แม้ว่าซีเกมส์จะมีโปรแกรมแข่งขันปีนี้แต่ผู้เล่นควรจะมีโอกาสได้พักบ้าง"
“ก่อนประกาศรายชื่อชุดนี้ผมทราบดีอยู่แล้วว่าจะต้องเกิดกระแสวิจารณ์พอสมควร แต่การเลือกนักเตะมันขึ้นอยู่กับรูปแบบการเล่นด้วย เราต้องการผู้เล่นที่มีพละกำลังวิ่งสู้ฟัดเพราะมันเป็นหนทางที่เราจะพลิกล็อกที่อิหร่านได้ มันไม่จำเป็นเสมอไปว่าเราจะต้องกลับมาใช้ชุดนี้ในการเล่นอีกเกมที่บ้านเรา"
เทรนเนอร์วัย 43 ปี ยังกล่าวอีกว่า "สิ่งที่ผมอยากเห็นแล้วเชื่อว่านักเตะชุดนี้จะแสดงออกมาได้ก็คือความกระหายในชัยชนะ หลายคนพึ่งติดทีมชาติครั้งแรก พวกเขาต้องทำหน้าที่ให้ดีเพื่อลบกระแสวิจารณ์ แล้วมันจะเป็นประโยชน์กับเราในเกมนี้"
สำหรับทีมชาติไทยชุดเอเชียน คัพ 2015 รอบคัดเลือกจะเข้ารายงานตัววันที่ 7 ตุลาคม เวลา 11.00 น. ที่ ร.ร.อมารี เอเทรียม ถ.เพชรบุรี โดยมีโปรแกรมอุ่นเครื่องวันที่ 10 ต.ค. พบ ทีมชาติบาห์เรนที่สนามราชมังคลากีฬา สถาน ก่อนออกเดินทางวันที่ 12 ต.ค. ไปยังกรุงเตหะราน เพื่อลงเล่นกับทีมชาติอิหร่าน วันที่ 15 ต.ค. ในเกมการแข่งขันนัดที่ 3 ของกลุ่มบี

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

10อันดับสนามฟุตบอลที่สวยที่สุดในโลก


อันดับที่ 10 New Wembley Stadium ( England )

เปิดใช้ครั้งแรก 17 มี.ค 2007 ใช้เวลาก่อสร้าง 2,352 วัน ด้วยงบประมาณกว่า 757 ล้านปอนด์
อีกทั้งกำหนดการสร้างเสร็จก็ล่าช้าและเต็มไปด้วยความสับสน
มีที่จอดรถไว้รองรับเพียง 2,900 คัน
ซึ่งในจำนวนนี้ถูกจองไว้ให้กับแขกระดับวีไอพี นั่นหมายความว่าแฟนบอลส่วนใหญ่ต้องจำใจไปใช้รถไฟใต้ดิน
สนามเวมบลีย์เก่านั้นเปิดใช้ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 1923 โดยใช้เวลาการก่อสร้าง 300 วัน ด้วยงบประมาณ 7.5 แสนปอนด์
ขณะที่ นิวเวมบลีย์ ได้รับการส่งมอบจากบริษัทก่อสร้างล่าช้าไปปีกว่า อีกทั้งยังใช้งบประมาณเกินกว่าที่ตั้งไว้มาก
ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการชดเชยค่าผิดสัญญาเป็นเงินกว่า 352 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ปัจจุบัน สนามนิวเวมบลีย์ มีความจุ 90,000 คน







อันดับที่ 9 สนาม L'Estadi หรือ (Camp Nou) ของสโมสร Barcelona

เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 28 มีนาคม ค.ศ. 1953
และเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 กันยายน ค.ศ. 1957
และใช้ชื่อ L'Estadi และมีความจุ 93,000 คน ในปี 1982
สนามแห่งนี้ เคยรองรับแฟนบอลในระหว่างเกมส์ฟุตบอลโลกถึง 115,000คน
ซึ่งที่นั่งชั้นสุดท้ายมีความสูงถึง 157 ฟุต ปี 1994 สนามคัมป์ นู
กลายเป็นสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในทวีปยุโรป ซึ่งจุได้ 98,000 คน

ปัจจุบัน สนามคัมป์ นู มีความจุ 98,934 คน








อันดับที่ 8 สนาม Macarana ( Brazil )

เป็นสนามฟุตบอลในรีโอเดจาเนโร ในประเทศบราซิลและเป็นหนึ่งในสนามฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดในโลก
โดยชื่อของ มาราคาน่า นั้นมาจากชื่อชุมชนมาราคาน่าโดยรอบ
สนามมาราคานันเป็นสนามเหย้าของสโมสรฟุตบอล 3 สโมสร
ได้แก่ Flamengo, Botafogo and Fluminense.
สนามก่อสร้างเพื่อใช้ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1950 โดยมีความจุตอนแรก
200,000 คน แต่ภายหลังได้ลดลงเนื่องจากการปรับปรุงให้มีการติดตั้งที่นั่ง
สนามมาราคาน่า รูปแบบคล้ายชามขนานใหญ่ โดยอัศจรรย์ แบ่งเป็น 2
ชั้น ชั้นที่ 1 ลาดไม่ชั้นมาก ที่นั่งหลบเข้าในชั้นที่ 2
เป็นสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความสูงเพียง 24 เมตร หรือ 78 ฟุต

โดยปัจจุบันมีความจุ 93,916 ที่นั่ง ถ้ารวมที่ยืนด้วยจะจุคนได้ 103,022 คน








อันดับที่ 7 สนาม Azadi Stadium เตหะราน ประเทศอิหร่าน

สร้างในปี 1971 ด้วยให้มีความจุ 120,000 คน
แต่เกมส์ระหว่าอิหร่านกับซาอุในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกมีผู้ชมแออัดเกือบ150,000 คน
ปัจจุบันได้มีการปรับปรุงใหญ่และติดเก้าอี้

ซึ่งปัจจุบันมีความจุ 100,000 คน








อันดับที่ 6 Jawaharlal Nehru Stadium (New Delhi) นิวเดลีประเทศอินเดีย

สร้างขึ้นเมื่อปีที่ 1982 ใช้เป็นทั้งสนามฟุตบอล และสนามคลิ๊กเก็ต
ปัจจุบัน อินเดียได้เป็นเจ้าภาพกีฬาเครือจักรภพ ใน ปี 2010
ทำให้รัฐบาลได้มีการปรับปรุงครั้งใหญ่
อินเดียทุ่มเงินนับพันล้านรูปีจัดแข่งขันกีฬาในเครือจักรภพปี 2010
ระหว่างวันที่ 3-10 ตุลาคม ปี 2010 โดยมีการสร้างห้องพักนักกีฬา

โดยปัจจุบันมีความจุที่เก้าอี้ 100,000 คน







อันดับที่ 5 Melbourne Cricket Ground ออสเตรเลีย

สนามที่ใช้แข่งคลิ๊กเก็ท ฟุทบอล และรักบี้ฟุตบอลของออสซี่เค้า
(กีฬาที่ถือลูกรักบี้ไล่เตะเอามือต่อยลูกกัน คงเคยดูนะช่องสตาร์สปอต)
ก่อสร้างในปี 1859

ปัจจุบันแทบไม่ได้ใช้แข่งฟุตบอลเลย ความจุ 100,000 ที่นั่ง








อันดับที่ 4 Bukit Jalil Stadium มาเลเซีย

ก่อสร้างในปี 1998 มาเลเซียสร้างสนาม Bukit Jalil
เพื่อรองรับการแข่งขันกีฬา Commonwealth games 1998 ที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ

ปัจจุบัน มีความจุ 100,200 คน








อันดับที่ 3 สนาม Estadio Azteca เม็กซิโก้ซิตตี้ ประเทศเม็กซิโก

สร้างขึ้นในปี 1966 ใช้รองรับฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายถึง 2 ครั้ง
คือใน ปี 1970 และในปี 1986 เจ้าของโครงการคือ Pedro Ramiarez Vazquez
และ Rafael Mijares Alcerra ออกแบบโดยสถาปานิก ถึง 12 คน
และวิศวกร ดูแลโรงการ 34 คน ช่างเทคนิก 15 คน และคนงาน 800 คน

ปัจจุบันมี ความจุ 105064 คน









อันดับที่ 2 Saltlake Stadium ประเทศอินเดีย

ข้อมูลไม่มีนะคับ

ปัจจุบัน ความจุ 120,000 คน








อันดับที่ 1 สนามที่จุคนได้มากที่สุดในโลก Rungrado May Day Stadium เปียงยาง ประเทศเกาหลีเหนือ

สร้างในปี 1989 จุถึง 150,000 คน เคยจุคนดูได้สูงสุดถึง 193,960 คน

10 สุดยอดสนามฟุตบอลในประเทศไทย




อันดับ 10 : สนามกลีบบัว กาญจนบุรี
  
  
   
  
  
   เป็น สนามที่มีอัฒจรรย์โดยรอบและมีหลังคาเกือบรอบสนาม(ขาดเพียงโซนกระถางคบเพลิง เ่ท่านั้น) ตั้งอยู่ที่ตัวเมือง จ. กาญจนบุรี มีความจุ 20,000 ที่นั่ง ว่ากันว่าเป็นสนามที่มีความสวยงามด้วยธรรมชาติติด 1 ใน 5 ของเมืองไทยเลยทีเดียว ปัจจุบันเป็นสนามเหย้าของสโมสรกาญจนบุรี เอฟซี
  
  
   อันดับ 9 : สนามจิระนคร สงขลา
  
  
   
  
  
   ตั้ง อยู่ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา มีความจุ 20,000 ที่นั่ง สร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในท้องถิ่นได้มาออกกำลังกาย รอบๆสนามยังมีพื้นที่รองรับสำหรับกีฬาหลายประเภทเช่น เทนนิส ปิงปอง เปตอง ฯลฯ ปัจจุบัน สโมสรสงขลา เอฟซี และหาดใหญ่ เอฟซี ใช้เป็นสนามเหย้า
  
  
   อันดับ 8 : สนามติณศูลานนท์ สงขลา
  
  
   
  
  
   เคย ใช้เป็นสนามแข่งขันฟุตบอลนัดชิงอันดับที่ 3 ในเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ระหว่างไทยกับจีน ตั้งอยู่ที่เขตเทศบาลนครสงขลา ปัจจุบันกำลังอยู่ในแผนปรับปรุงภายใต้งบ 20 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2554 ซึ่งหลังจากนั้นสโมสรสงขลาเอฟซี จะใช้เป็นรังเหย้าในฟดูกาลหน้า ด้วยความจุ 20,000 ที่นั่ง
  
  
   อันดับ 7 : สนามกีฬาจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพฯ
  
  
   
  
  
   เป็น ที่รู้จักกันในชื่อ “สนามจุ๊บ” ตั้งอยู่ในพื้นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นับเป็นสนามหญ้าเทียมที่สมบูรณ์แห่งแรกของประเทศไทย มีอัฒจรรย์โดยรอบ จุผู้ชมได้เต็มที่กว่า 20,000 คน มีความพร้อมในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ แสงไฟที่ได้มาตรฐานและยังมีศูนย์กีฬาที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงอย่างครบครัน นอกจากนี้ยังใช้เป็นสนามหลักในการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทยใน ปลายปีนี้ ปัจจุบันใช้เป็นสนามเหย้าของสโมสรจุฬา ยูไนเต็ด
  
  
   อันดับ 6 : YAMAHA Stadium เมืองทอง นนทบุรี
  
  
   
  
  
   แต่ เดิมชื่อสนาม Thunder Dome ต่อมา YAMAHA ได้ร่วมให้การสนับสนุนปรับปรุงสนามจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น YAMAHA Stadium โดยสร้างอัฒจรรย์รอบ มีความจุ 20,000 ที่นั่งและไม่มีลู่วิ่งคั่นกลาง มีห้องรับรองแขก สื่อมวลชน และนักกีฬาที่สะดวกสบาย มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันได้มาตรฐาน AFC
  
  
   อันดับ 5 : สนามกีฬาธรรมศาสตร์ รังสิต ปทุมธานี
  
  
   
  
  
   มี ความจุ 25,000 ที่นั่ง อัฒจรรย์รอบสนามเป็นเก้าอี้ทั้งหมด มีหลังคาทั้ง 2 ฝั่ง พร้อมลู่วิ่งยาง 9 ช่อง สร้างเพื่อรองรับการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 มีการเดินทางที่สะดวกสบาย พื้นที่จอดรถกว้างขวาง โดยรอบมีศูนย์กีฬาที่ทันสมัย พร้อมสำหรับจัดการแข่งขันกีฬาแบบครบวงจร ในทุกปีจะใช้สำหรับการแข่งขันกีฬามหาวิทยาลัยรอบคัดเลือก ซึ่งปัจจุบันสโมสรที่เช่าเป็นเจ้าบ้านคือสโมสรอินทรีเพื่อนตำรวจ
  
  
   อันดับ 4 : สนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา นครราชสีมา
  
  
   
  
  
   สร้าง ขึ้นเพื่อรองรับกีฬาซีเกมส์ในปี 2550 ที่ จ.นครราชสีมาเป็นเจ้าภาพ และเคยจัดการแข่งขันฟุตบอล King’s Cup ครั้งที่ 40 สนามแห่งนี้มีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีการวางระบบน้ำ-ไฟที่ทันสมัย ปัจจุบันมีความจุ 25,000 ที่นั่ง และสามารถขยายได้เป็น 40,000 ที่นั่งได้ในอนาคต ซึ่งตอนนี้สโมสรฟุตบอลนครราชสีมาเอฟซี ใช้เป็นสนามเหย้า
  
  
   อันดับ 3 : สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี
  
  
   
  
  
   นับ เป็นอีก 1 สนามกีฬาที่มีความครบวงจร รอบๆมีสนามกีฬาต่างๆมากมาย อาทิ กอล์ฟ เทนนิส ยิงปืน ว่ายน้ำ แบดมินตัน และอาคารกีฬาในร่มเอนกประสงค์ มีการจัดการแข่งขันในระดับนานาชาติบ่อยครั้ง ทั้งนี้ยังมีสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ และมีบรรยากาศที่ดี ตั้งอยู่ที่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ก่อสร้างขึ้นในปี 2532 ตามโครงการสร้างสนามกีฬาเมืองหลักเฉลิมฉลอง 700 ปี นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่ มีความจุ 25,000 ที่นั่ง สโมสรเชียงใหม่เอฟซีใช้เป็นสนามเหย้า
  
  
   อันดับ 2 : สนามศุภชาศัย กรุงเทพ
  
  
   
  
  
   นับ เป็นสนามกีฬาประวัติศาสตร์ของไทยทั้งประวัติความเป็นมาและการใช้งานในระดับ นานาชาติ สนามศุภชลาศัยตั้งอยู่ที่เขตปทุมวัน ซึ่งแต่เดิมเป็นพื้นที่ของพระราชวังวินเซอร์ โดยการสร้างสนามครั้งนั้นเพื่อใช้ในการแข่งขันกรีฑาที่หลวงศุภชาลัยได้ก่อ ตั้งขึ้น สมัยนั้นเรียกว่า “สนามกรีฑาสถาน” ต่อมาในปี 2484 กรมพลศึกษาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ” เพื่อให้เกียรติกับหลวงศุภชลาศัย สนามแห่งนี้ได้ถูกจัดการแข่งขันขึ้นมากมายทั้งเอเชี่ยนเกมส์ คิงส์คัพ งานฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ-ธรรมศาสตร์ และอีกมากมายนับไม่ถ้วน
  
  
   
  
  
   นอก จากนี้ยังมีสนามเทพหัสดิน และสนาม 200 เมตรไว้สำหรับการฝึกซ้อม ไม่เพียงเท่านั้นยังมีอาคารในร่มเอนกประสงค์ “นิมิบุตร”ที่ได้รับมาตรฐานในการจัดการแข่งขันกีฬาระดับโลก ปัจจุบันสนามศุภฯได้มีการปรับปรุงหลายครั้ง นับได้ว่าเป็นสนามกีฬาแห่งชาติที่มีความสำคัญต่อประเทศไทยมากเลยทีเดียว โดยมีความจุอยู่ที่ 35,000 ที่นั่ง
  
  
   อันดับ 1 : สนามราชมังคลากีฬาสถาน
  
  
   
  
  
   สนาม ที่ใหญ่และดีที่สุดในเมืองไทย ซึ่งเป็นสนามเดียวในไทยที่เข้าเกณฑ์ให้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลกได้ ตั้งอยู่ที่เขตหัวหมาก กรุงเทพฯ ออกแบบและสร้างในปี 2531 ในวโรกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ และพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก สร้างแล้วเสร็จในปี 2541 พร้อมใช้เป็นสนามหลักในการแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ 13 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ
  
  
   
  
  
   แรกเริ่มเดิมที่จุคนได้ถึง 80,000 ที่นั่ง แต่มีการปรับปรุงเรื่องเก้าอี้รอบอัฒจรรย์และห้องรับรองแขกพิเศษความจุจึงลด ลงเหลือ 49,749 ที่นั่ง เป็นเก้าอี้นั่งทั้งหมด ส่วนในตัวสนามมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและครบครัน อาทิ ที่ตั้งของสมาคมกีฬาต่างๆ ห้องประชุมขนาดใหญ่ ห้องรับรองแขกพิเศษ ห้องควบคุมการทำงานแสงสีเสียง ห้องตรวจสารกระตุ้น ห้องพักนักกีฬา ผู้ตัดสิน สื่อมวลชน และโดยรอบยังมีสนามกีฬาหลัก

กติกาการเล่นฟุตบอล



ในกีฬาฟุตบอลมีกติกาสากลทั้งหมด 17 ข้อหลักที่มีการใช้ในฟุตบอลทั่วโลก โดยกติกาอาจมีการดัดแปลงบ้างสำหรับฟุตบอลเด็กและฟุตบอลหญิง
ผู้เล่น อุปกรณ์ และกรรมการ
ในแต่ละทีมประกอบด้วยผู้เล่นสูงสุด 11 คนที่สามารถลงเล่นในสนาม โดยสามารถมีผู้เล่นสำรองสามารถนั่งเพื่อรอเปลี่ยนตัว โดยในสิบเอ็ดคนนั้นจะต้องมี ผู้รักษาประตูหนึ่งคน ในการแข่งขันอย่างเป็นทางการจะมีกติกาเพิ่มว่าจะต้องมีผู้เล่นอย่างน้อย 7 คน(ในกรณีที่ผู้เล่นโดนใบแดง) เพื่อทำการแข่งขันได้ โดยผู้เล่นทุกคนยกเว้นผู้รักษาประตู ไม่สามารถใช้มือหรือแขนสัมผัสลูกฟุตบอลได้(แต่จะสามารถใช้ส่วนอื่นยกเว้นมือแขนเพราะจะFouls ทันทีเมื่อกรรมการเห็น)
อุปกรณ์หลักในการเล่นฟุตบอล โดยลูกฟุตบอลจะต้องมีขนาดที่ได้มาตรฐานเป็นทรงกลม มีขนาดเส้นรอบวงไม่เกิน 27-28 นิ้ว และน้ำหนัก 396 – 453 กรัม ผู้เล่นต้องมีการใส่ชุดที่ประกอบไปด้วย เสื้อ กางเกง ถุงเท้า รองเท้า และสนับแข้ง โดยต้องไม่ใส่เครื่องประดับที่อาจเป็นอันตรายได้ไม่ว่า อัญมณีหรือนาฬิกา และผู้รักษาประตูต้องใส่ชุดที่แตกต่างจากผู้เล่นผู้อื่น และแตกต่างจากกรรมการเช่นกัน [5] จากฟีฟ่า
ระหว่างการเล่น ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนตัวกับตัวสำรองได้โดยในการแข่งขันทั่วไปสามารถเปลี่ยนตัวในแต่ละนัดการแข่งขันได้ไม่เกิน 3 ครั้ง โดยสาเหตุในการเปลี่ยนตัวอาจเกิดจาก การบาดเจ็บ ความเหนื่อยล้า หรือเปลี่ยนแผนการเล่น โดยผู้เล่นที่ถูกเปลี่ยนตัวออกแล้วไม่สามารถเปลี่ยนตัวเข้าไปเล่นได้อีกในนัดนั้น
กรรมการจะเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ตัดสินผลการแข่งขัน รวมถึงควบคุมและจับเวลาการแข่งขัน โดยในการแข่งขันจะมีผู้ช่วยกรรมการ 2 คน ซึ่งผู้เล่นจะไม่สามารถคัดค้านกรรมการได้ในเวลาเล่นเพราะตัดสินไปแล้วจะไม่สามารถแก้ได้


สนามฟุตบอล

สนามฟุตบอลและขนาดมาตรฐาน
สนามฟุตบอลมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีความยาวระหว่าง 90-120 เมตร และความกว้างระหว่าง 45-90 เมตร โดยเส้นขอบสนามของด้านยาวจะเรียกว่า "เส้นข้าง" ขณะที่ขอบสนามของด้านกว้างจะเรียกว่า "เส้นประตู" โดยคานประตูจะตั้งอยู่กึ่งกลางบนเส้นประตู โดยมีความสูง 2.44 เมตร (8 ฟุต) เหนือจากพื้นดิน และเสาประตูจะห่างกัน 7.3 เมตร (8 หลา) เสาและคานประตูจะต้องมีสีขาว ตาข่ายจะมีการขึงด้านหลังประตู แต่อย่างไรก็ตามตาข่ายประตูไม่ได้มีกำหนดไว้ในกติกาสากล
ด้านหน้าประตูจะเป็นบริเวณเขตโทษ ซึ่งแสดงถึงบริเวณที่ผู้รักษาประตูสามารถถือบอลได้ และยังคงใช้ในการเตะลูกโทษ


ระยะเวลาการแข่งขัน
การแข่งขันจะแบ่งออกเป็นสองครึ่ง โดยครึ่งละ 45 นาที โดยเวลาการแข่งขันจะมีการนับตลอดเวลา แม้ว่าฟุตบอลจะถูกเตะออกนอกสนามและกรรมการสั่งให้หยุดเล่นก็ตาม ระหว่างครึ่งจะมีเวลาพักให้ 15 นาที กรรมการจะเป็นคนควบคุมเวลา และจะทำการทดเวลาบาดเจ็บในช่วงท้ายของแต่ละครึ่งเพื่อทดแทนเวลาที่เสียไป ระหว่างการเล่น โดยเมื่อจบการแข่งขันกรรมการจะทำการเป่านกหวีดเพื่อหยุดการแข่งขัน
ในการแข่งขันแบบลีก จะมีการจบการแข่งขันสำหรับผลเสมอ แต่สำหรับการแข่งขันที่ต้องรู้ผลแพ้ชนะจะมีการต่อเวลาพิเศษ(ง่ายๆคือการแข่งชิงถ้วย) ซึ่งจะประกอบไปด้วย 2 ครึ่ง ครึ่งละ 15 นาที โดยถ้าคะแนนยังคงเสมอกันจะมีการให้เตะลูกโทษ (ด้านการเตะลูกโทษมีคนวิจัยมาว่าทีมไหนเตะก่อนจะมีเปอร์เซนต์การชนะมากกว่าทีมที่เตะทีหลัง)
ไอเอฟเอบีได้ทดลองการกำหนดรูปแบบการทำคะแนนในช่วงต่อเวลาที่เรียกว่า โกลเดนโกล โดยทีมที่ทำประตูได้ก่อนในช่วงต่อเวลาจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน และ ซิลเวอร์โกล โดยทีมที่ทำประตูนำเมื่อจบครึ่งเวลาแรกจะเป็นผู้ชนะการแข่งขัน โดยโกลเดนโกลได้ถูกนำมาใช้ใน ฟุตบอลโลก 1998 และ ฟุตบอลโลก 2002 โดยมีการใช้ครั้งแรกในการแข่งขันทีมชาติฝรั่งเศส ชนะ ปารากวัย ในปี 1998 ขณะที่ซิลเวอร์โกลได้มีการใช้ครั้งแรกในฟุตบอลยูโร 2004 ซึ่งปัจจุบันโกลเดนโกล และซิลเวอร์โกลไม่มีการใช้แล้ว


การแข่งขันระหว่างประเทศ
ทีมชาติ
การแข่งขันฟุตบอลในระดับโลกนั้น มีการแข่งขันสูงสุดคือ ฟุตบอลโลก ที่จัดขึ้นทุก 4 ปี ซึ่งทีมที่ร่วมเล่นจะเป็นทีมชาติจากแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของฟีฟ่า โดยแต่ละทีมจำเป็นต้องผ่านรอบคัดเลือก ของทางสมาพันธ์ เพื่อมีสิทธิเข้าร่วมเล่น โดยในแต่ละสมาพันธ์จะมีจำกัดจำนวนทีมที่ร่วมเล่นแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับผลงานของแต่ละทีมในอดีต โดยทางฟีฟ่าจะเป็นทางกำหนด และนอกจากฟุตบอลโลกแล้ว ในแต่ละสมาพันธ์จะมีการแข่งขันสูงสุดของแต่ละสมาพันธ์เอง ซึ่งจัดขึ้นทุก 4 ปี โดยผู้ชนะจากแต่ละสมาพันธ์จะทำการแข่งขันกันในคอนเฟเดอเรชันส์คัพพร้อมกับทีมที่ชนะเลิศในฟุตบอลโลกครั้งล่าสุด
นอกเหนือจากการแข่งขันที่จัดโดยฟีฟ่า การแข่งขันฟุตบอลทีมชาติที่เป็นที่จับตามองได้แก่การแข่งขันฟุตบอลในกีฬาระหว่างประเทศ เช่น โอลิมปิก (ทั่วโลก) เอเชียนเกมส์ (ทวีปเอเชีย) หรือ ซีเกมส์ (เฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)
ภูมิภาค
เอเชีย
แอฟริกา
อเมริกาเหนือและกลาง
อเมริกาใต้
ออสเตรเลีย
ยุโรป
สมาพันธ์
เอเอฟซี
ซีเอเอฟ
คอนแคแคฟ
คอนเมบอล
โอเอฟซี
ยูฟ่า
AFC
CAF
CONCACAF
CONMEBOL
OFC
UEFA
การแข่งขันสูงสุด
เอเชียนคัพ
แอฟริกันคัพ
โกลด์คัพ
โคปาอเมริกา
เนชันส์คัพ
ฟุตบอลยูฟ่ายูโร
ระดับโลก
คอนเฟเดอเรชันส์คัพ


ทีมสโมสร
สำหรับทีมสโมสรนั้น ทีมที่ชนะเลิศการแข่งขันในประเทศ มีสิทธิเข้าร่วมการแข่งขันในระดับสมาพันธ์ที่มีการจัดขึ้นทุกปี (บางสมาพันธ์จะให้ทีมรองชนะเลิศร่วมด้วย) โดยทีมที่ชนะเลิศในแต่ละสมาพันธ์ จะมาแข่งขันกันในระดับโลก ในการแข่งขัน ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ ซึ่งจัดขึ้นทุกปี
ภูมิภาค
เอเชีย
แอฟริกา
อเมริกาเหนือและกลาง
อเมริกาใต้
ออสเตรเลีย
ยุโรป
สมาพันธ์
เอเอฟซี
ซีเอเอฟ
คอนแคแคฟ
คอนเมบอล
โอเอฟซี
ยูฟ่า
AFC
CAF
CONCACAF
CONMEBOL
OFC
UEFA
การแข่งขัน
ระดับสมาพันธ์
เอเอฟซีแชมเปียนส์ลีก
ซีเอเอฟแชมเปียนส์ลีก
คอนแคแคฟแชมเปียนส์คัพ
โคปาลิเบอร์ตาโดเรส
โอเชียเนียคลับแชมเปียนชิพ
ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก
ระดับโลก
ฟีฟ่าคลับเวิลด์คัพ
ฟุตบอลในประเทศไทยฟุตบอลในประเทศไทยฟุตบอลเป็นกีฬาที่นิยมเล่นมากที่สุดในประเทศไทย แต่ฟุตบอลทีมชาติไทยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จได้แค่ในระดับอาเชียน และได้เข้าร่วมเป็นเจ้าภาพเอเชียนคัพ 2007 ในอดีตประเทศไทยไม่ค่อยสนับสนุนนักฟุตบอลอาชีพนัก นักเตะจึงนิยมไปค้าแข้งกับประเทศอื่นที่มีการสนับสนุนดีกว่า แต่หลังจากปี พ.ศ. 2552 ฟุตบอลอาชีพไทยเริ่มตื่นตัว เนื่องจากAFC ตั้งกฎข้อบังคับให้แต่ละสโมสรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล แต่มีสโมสรองค์กร รัฐวิสาหกิจ ปรับตัวไม่ได้ จึงต้องมีการยุบทีมทิ้ง หรือขายทีมไป หลังจากไทยพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 2009 เริ่มขึ้น แฟนบอลเริ่มเข้ามาชมเกมส์ในสนามมากขึ้น เงินเดือนนักเตะสูงขึ้น การจัดการของแต่ละสโมสรดีขึ้น ลีกไทยค่อยๆพัฒนาเป็นระดับ ส่งผลทำให้นักฟุตบอลที่เคยไปค้าแข้งต่างแดนกลับมายังประเทศไทย เนื่องจากค่าตอบแทนไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ผลงานทีมชาติกลับสวนทางเพราะว่าต้องใช้เวลาปรับตัว เนื่องจากยุคที่ลีกบ้านเรายังไม่เจริญนักฟุตบอลมีเวลาเตรียมทีมเยอะ แต่ปัจจุบันแทบจะไม่ค่อยมีเวลาเพราะสโมสรเรียกเก็บตัวซ้อมเพื่อการแข่งขัน นักเตะจึงต้องใช้เวลาปรับตัว แต่ถือว่าฟุตบอลของประเทศไทยพัฒนาอย่างก้าวกระโดด เพราะเพียง2ปีเท่านั้นแฟนบอลหันมาเชียร์ทีมในจังหวัดตัวเองมากขึ้น ทีมกระจายไปยังต่างจังหวัดมากขึ้น ส่งผลทำให้เกิดท้องถิ่นนิยม จึงเป็นที่มาที่แฟนบอลไทยเข้าไปชมเกมฟุตบอลไทยพรีเมียร์ลีก ดิวิชั่น1 และดิวิชั่น2 มากขึ้นนั่นเอง

ฟุตบอลเริ่มเข้ามาในประเทศไทยในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2440 และไทยร่วมเป็นสมาชิกฟีฟ่า เมื่อวันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2468 นับว่าเป็นประเทศแรกของโซนเอเชียที่เป็นสมาชิกฟีฟ่า